Wednesday, November 21, 2018

เขียนวิจัย 5 บทไม่ยากอย่างที่คิด


หลักในการเขียนวิจัยนั้น จะต้องมีความสอดคล้องกันทั้งเล่ม เช่น 

บทที่ 1 เรื่องความสำคัญของปัญหา เราจะต้องศึกษากลุ่มตัวอย่างก่อนว่า นักเรียนของเรานั้นติดปัญหาในเรื่องใด เรียนเรื่องไหนเข้าใจยาก หรือ อ่อน ทำคะแนนได้ไม่ดี จึงยกเรื่องนั้นมาเป็นปัญหาและสร้างนวัตกรรมรองรับปัญหา เพื่อที่จะนำมาทดลองกับกลุ่มเป้าหมายของเราที่ะคแนนต่ำ และเพื่อเป็นการยืนยันว่า สื่อของเรานั้นจะสามารถทำให้นักเรียน มีการพัฒนาทางการเรียนและคะแนนสูงขึ้น เราจึงต้องทำการหาประสิทธิภาพของสื่อหรือนวัตกรรมก่อน แล้วจึงนำมาทดลองกับกลุ่มนักเรียนคะแนนต่ำของเรา

ในการทดลองนั้นเราจึงต้องแจ้งให้ชัดเจนว่าเรามีวัตถุประสงค์ใดในการทดลอง เพื่อที่จะหาผลของมันให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นั้น เช่น เพื่อหาประสิทธิภาพของสื่อ และเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียน สุดท้ายคือหาความพึงใจในการเรียนด้วยสื่อชิ้นนี้ของผู้เรียน เป็นต้น

ซึ่งประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับนั้นย่อมเป็นผลตามมาได้ไม่ยาก เมื่อทำการทดลองได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจแล้ว คะแนนของผู้เรียนสูงขึ้นแล้วนั้น แสดงว่าการสร้างนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้มีผลสัมฤทธิ์ที่น่าพึงพอใจเหมาะแก่การเรียนรู้ จึงสามารถนำวิชาอื่นๆ ที่ผู้เรียนเกิดปัญหาในการเรียนรู้นำมาพัฒนาเป็นสื่อการสอนหรือนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆต่อไป 

บทที่ 2 เรื่องเอกสารที่เกี่ยวข้องนั้น หมายถึง การหาเอกสารมาประกอบการทดลอง การสร้างเครื่องมือ รองรับการทำวิจัยของเรา เช่น เราทำการสร้างนวัตกรรม cai บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องเกี่ยวกับวิชาภาษาไทย เรื่อง.... เราต้องหาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนภาษาไทย เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องในภาษาไทยที่เรายกมาสร้างเครื่องมือ เอกสารเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์จากการเรียนด้วย cai เอกสารที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือ คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียในปัจจุบัน และกรอบแนวคิดในการทำวิจัยนี้

บทที่ 3 เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการวิจัย จะระบุถึงเรื่องเกี่ยวกับ 
1. ประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง เป็นนักเรียนชั้นอะไรห้องอะไร 
2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง
3. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง
4. วิธีการดำเนินการศึกษา
5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ ซึ่งจะประกอบด้วย 3 ตอนใหญ่ๆคือ
1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
2. การเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

*** จากตรงนี้จะเห็นได้ว่า เป็นการเขียนที่รองรับวัตถุประสงค์ จากบทที่ 1 ทั้งสิ้น***

บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และเขียนข้อเสนอแนะที่อยากให้มีการพัฒนาตรงไหน และในโอกาสต่อไปอยากเรียนรู้จากสื่อแบบไหน หรือ อยากให้นำวิชาอะไรมาพัฒนาเป็นสื่อ/นวัตกรรม ก็สามารถเขียนลงไปตามความเหมาะสม


จะเห็นว่าการเขียนวิจัย 5 บทเกี่ยวกับการทดลองนวัตกรรมนั้นไม่ยากเลยใช่ไหมคะ แค่เราเขียนให้ถูหลัก เขียนให้สอดคล้อง เท่านี้ก็ผ่าน 100% แน่นอนค่ะ


ผู้เขียน
กัญจน์พร พัฒนธันยธรณ์
คณะศึกษาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีการศึกษา
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน



การศึกษาไทยในยุค 4.0




แผนการศึกษาฉบับปัจจุบัน มุ่งให้เด็กเกิดทักษะ 3R และ 8C พร้อมอธิบายว่า 3R ได้แก่ 1.Reading (อ่านออก), 2.(W) Riting (เขียนได้) และ 3. (A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)


ส่วน 8C ได้แก่ทักษะด้านต่างๆรวม 8 ทักษะ คือ 1.ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา 2.ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม 3.ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ 4.ทักษะด้านความร่วมมือการทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ 5.ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ 6.ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 7.ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้ และ 8. ความมีเมตตา กรุณา วินัย คุณธรรม และจริยธรรม
เพื่อให้เกิดทักษะเหล่านี้ “ครู” ต้องเตรียมคนออกมาสู่สังคม ดังนั้น ครูจะต้องเปลี่ยนหน้าที่จาก “ผู้สอน” มาเป็น “โค้ช”

การปรับตัวนั้นผู้อำนวยการโรงเรียนมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่ 3 ด้าน ดังนี้
1.โลกแห่งความสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมชาติ เศรษฐกิจ และการเมือง และที่น่ากลัวที่สุดคือด้านสังคม ถ้าปรับตัวไม่ทัน ปัญหาก็จะเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ
2.ความย้อนแย้ง กฎเกณฑ์เก่าๆเริ่มใช้ไม่ได้ ทำให้มีกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมา เรื่องนี้ระบบราชการกำลังเผชิญอยู่
3.การเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน มนุษย์เราเริ่มจากสังคมเกษตรกรรม พัฒนามาเป็นอุตสาหกรรม และท้ายสุดมาสู่ยุคดิจิทัล

พร้อมกันนั้นก็ต้องมองเห็นสิ่งดีในสิ่งเลวร้ายให้ได้ และต้องดูให้ออกว่า มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง โลกของสื่อสิ่งพิมพ์นั้น ไม่ได้อยู่บนกระดาษแล้ว เรื่องข้อมูลข่าวสารนั้น สำคัญอยู่ที่ว่า เราจะคัดกรองอย่างไร นั่นหมายถึง จะรู้เท่าทันสื่อได้อย่างไรนั่นเอง

แหล่งศึกษาความรู้ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแล้ว เห็นได้จากในสหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องปิดตัวลงไป เพราะไม่มีคนเรียน
การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในบริบทใหม่ๆ บางเรื่องราวที่รู้มาจะไม่ใช่อย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น เราต้องรู้จังหวะจะโคนของโลกด้วย เพราะในสมัยก่อนความรู้คืออำนาจ แต่ปัจจุบันความรู้เป็นเรื่องที่ต้องแบ่งปันกัน ยิ่งแบ่งปันเท่าไรก็เหมือนยิ่งมีอำนาจ

การเปลี่ยนแปลงที่ต้องทำก็คือ 1.เปลี่ยนกระบวนความคิดที่ถูกต้อง ต้องกล้าคิด กล้าทำ และกล้าเปลี่ยนแปลง 2.ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงเด็ก ให้เด็กอยู่ในโลกได้และอยู่กับตนเองได้ ผู้ทำหน้าที่นี้สำคัญก็คือ “ครู” เพราะครูสร้างคน แล้วคนเป็นผู้สร้างชาติ
อุปสรรคสำคัญอยู่ที่นิสัยคนไทยบางประการ นั่นคือ นิสัย “เสีย” ของคนไทย 8 ประการ ได้แก่ 1.ติดระบบอุปถัมภ์ เล่นเส้นเล่นสาย พวกพ้อง 2.ขี้เกียจ 3.ชอบขอ รอแต่ความช่วยเหลือ 4.ชอบเฉลิมฉลอง ชอบเที่ยวเตร่เฮฮา 5.ติดแบรนด์ ใช้ของหรูหราราคาแพง 6.ไม่รักษาเวลา ชอบอ้างเหตุผลข้างๆคูๆ
7.ทีมเวิร์กที่ไม่ดี และ 8.ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาสืบไป หากนิสัยคนไทยยัง “เสีย” เหมือนเดิม โอกาสพัฒนาย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เราต้องกลับมาหาความถูกต้องก่อน นั่นคือมาที่พื้นฐานสำคัญคือ “บ้าน วัด โรงเรียน” เป้าหมายของเราคือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
1.ความมั่นคง เราจะให้คนกับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ทำอย่างไรให้คนอยู่ในท้องถิ่นของตนเองได้อย่างปกติสุข
2.ความมั่งคั่ง เศรษฐกิจต้องกระจายตัวออกไป เพื่อลดความเหลื่อมล้ำลงไป
3.ยั่งยืน ต้องทำให้เศรษฐกิจไหลเวียน

ต้องไม่ลืมว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จะต้องสร้างคน หน้าที่ครูคือสร้างคน ต้องสร้างเด็กให้ถูกต้อง รู้หน้าที่ของตนเอง อย่างเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จก็เพราะเขาเตรียมคนมาก่อนแล้ว เป็นต้น

สำหรับแผนการศึกษาของไทยฉบับปัจจุบัน กำหนดยุทธศาสตร์การเรียนรู้ไว้ถึง 20 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ.2560–2579 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบอกว่า มีอยู่ 3 คำ ที่ต้องทำความเข้าใจ คือ โอกาส ความเหลื่อมล้ำ และคุณภาพ

“การจะทำอะไรกับการศึกษานั้น เราต้องย้อนไปในอดีต อย่างฟินแลนด์ ฟิลิปปินส์ เขาทำมาก่อน 15 ปี ถึงจะมามีการศึกษาดีอย่างปัจจุบัน” สำหรับ “ไทยรัฐผมเข้าใจว่าเดินมาถูกทางแล้ว และทำได้มีคุณภาพดีทีเดียว”

สำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เกณฑ์การประเมินโรงเรียนต่อไปจะไม่ให้ทำแต่กระดาษเท่านั้น ส่วนการเปลี่ยนผู้บริหารโรงเรียนก็ต้องดูกันที่ความสามารถบริหาร และภาวะความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง
สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ การพัฒนาคุณภาพครู จะต้องมีการพัฒนาคุณภาพของครูอย่างจริงจังโดยนำเอาแนวพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาใช้ ดังนั้นจะต้องมีการอบรมครู ให้มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตวิญญาณของความเป็นครู ส่วนหลักสูตรนั้น จะต้องเป็นหลักสูตรที่ผู้เรียนต้องเรียน ต้องการเพิ่มเติมความรู้ของผู้เรียน เพื่อการทำงาน หรือเพื่อประโยชน์ของผู้เรียนอย่างแท้จริง


Motion Graphic

  รับทำสื่อการสอน รับทำ cai รับทำ Motiom Graphic   ช่องทางการติดต่อ ☎ : 0835666259 นิพนธ์ ✉ : caidirect@hotmail.com ตัวอย่างผลงานเพิ่มเติม h...